2026-09-09
กังวลเรื่องแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกใต้รักแร้หรือใต้ราวนมดี? ตั้งแต่การเลือกตำแหน่งเปิดแผลจนถึงการดูแลแผลเป็นคีลอยด์
เปรียบเทียบข้อดี-ข้อควรระวังของการเปิดแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกทางรักแร้และใต้ราวนม พร้อมทำความเข้าใจแผลเป็นคีลอยด์และวิธีดูแลรักษาเพื่อลดรอยแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ


กังวลเรื่องแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกใต้รักแร้หรือใต้ราวนมดี? ตั้งแต่การเลือกตำแหน่งเปิดแผลจนถึงการดูแลแผลเป็นคีลอยด์
หากพูดถึงความกังวลที่ขาดไม่ได้เมื่อคิดจะศัลยกรรมเสริมหน้าอก ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง "รอยแผลเป็นจากการผ่าตัด" อย่างแน่นอนครับ
ความกังวลเกี่ยวกับแผลเป็นส่วนใหญ่มักสะท้อนออกมาในการเลือกตำแหน่งรอยผ่าตัด สำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันไม่ให้มีโอกาสมองเห็นรอยแผลเป็นเลยตั้งแต่แรก มักจะตัดสินใจเลือกการเปิดแผลทางรักแร้เป็นจำนวนมากครับ
ทุกคนที่วางแผนจะทำศัลยกรรมหน้าอก มักจะยืนอยู่บนทางแยกของการตัดสินใจเสมอ ว่าจะเลือกเปิดแผลใต้ราวนมเพื่อให้ได้รูปทรงหน้าอกที่ดูเป็นธรรมชาติ หรือจะเลือกเปิดแผลทางรักแร้เพื่อซ่อนรอยแผลเป็นให้มิดชิดอย่างสมบูรณ์แบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผู้ที่มีผิวหนังที่มีแนวโน้มเป็นคีลอยด์ง่าย แผลเป็นก็มีโอกาสนูนหนาและขยายใหญ่ขึ้นได้สูง จึงทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับตำแหน่งรอยผ่าตัดมากยิ่งขึ้นไปอีกครับ
วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งรอยผ่าตัดเสริมหน้าอกกับรอยแผลเป็น ไปจนถึงวิธีการดูแลแผลเป็นคีลอยด์กันครับ
ผมคือ คิม จูวอน ผู้อำนวยการตัวแทนจาก เมลอน ศัลยกรรมตกแต่ง (Melon Plastic Surgery) แพทย์ประจำตัวด้านทรวงอกที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นครับ
การศัลยกรรมเสริมหน้าอก | ตัดสินใจเลือกตำแหน่งเปิดแผลอย่างไร?

หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ตำแหน่งเปิดแผลก็คือทางเข้าสำหรับใส่ถุงซิลิโคนเสริมหน้าอกนั่นเองครับ
ตำแหน่งหลักๆ ที่นิยมใช้ในการผ่าตัดเสริมหน้าอกจะมีอยู่สองจุด คือ บริเวณรักแร้ และ บริเวณใต้ราวนม
แม้ว่าจะเป็นการผ่าตัดประเภทเดียวกัน แต่หากตำแหน่งที่เปิดแผลแตกต่างกัน ทั้งระยะเวลาการพักฟื้น ผลลัพธ์จากการผ่าตัด รวมถึงระดับการมองเห็นรอยแผลก็ย่อมแตกต่างกันออกไปครับ
ดังนั้น ในการเลือกตำแหน่งเปิดแผล นอกจากการพูดคุยโดยพิจารณาจากรูปร่าง สภาพผิวแต่กำเนิด และขนาดซิลิโคนที่ต้องการแล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือ "ความต้องการของผู้เข้ารับการผ่าตัดเอง" ครับ
นอกจากนี้ กิจวัตรและการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดครับ
บ่อยครั้งที่เราพิจารณาตัดสินใจเลือกตำแหน่งเปิดแผลให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิต เช่น มีอาชีพที่ต้องใช้แขนขยับเคลื่อนไหวในวงกว้างหรือไม่ อย่างเช่นเชฟหรือนักกีฬา หรือหากเป็นคนที่ชอบแต่งตัวเผยผิว มักจะชอบสวมใส่เสื้อผ้าสไตล์ไหนเป็นประจำ เป็นต้นครับ
รอยผ่าตัดเสริมหน้าอก | ข้อดีและข้อควรระวังของการเปิดแผลทางรักแร้และใต้ราวนม

การเปิดแผลทางรักแร้ และการเปิดแผลใต้ราวนม ต่างก็มีข้อดีและข้อควรระวังที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ
ประการแรก การผ่าตัดเสริมหน้าอกโดยเปิดแผลทางรักแร้ จะเป็นการกรีดเปิดแผลตามรอยพับของรักแร้ประมาณ 1.5 - 4 ซม. แล้วจึงใส่ซิลิโคนเข้าไปครับ
เนื่องจากเป็นแผลผ่าตัดบริเวณรักแร้ หากไม่ยกแขนขึ้นเพื่อตั้งใจเปิดให้ดูรอยแผลผ่าตัดเสริมหน้าอก โอกาสที่คนอื่นจะสังเกตเห็นรอยแผลเป็นจึงน้อยมาก นี่ถือเป็นข้อดีหลักๆ ที่ทำให้ผู้ที่ยกให้ "รอยแผลเป็นคือข้อพิจารณาอันดับหนึ่ง" มักจะเลือกเปิดแผลทางรักแร้ครับ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรักแร้อยู่ห่างจากบริเวณเต้านม ทัศนวิสัยในการผ่าตัดอาจมองเห็นได้ไม่กว้างขวางพอ ความแม่นยำในการจัดวางตำแหน่งของซิลิโคนจึงอาจลดน้อยลงไปได้เมื่อเทียบกัน
นอกจากนี้ รักแร้ยังเป็นจุดที่ศูนย์รวมของเนื้อเยื่อประสาทและท่อน้ำนมอยู่รวมกัน ดังนั้น ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรต้องคำนึงถึงไว้สักครั้งครับ
สำหรับการเปิดแผลใต้ราวนม จะเป็นการกรีดเปิดแผลตามแนวเส้นโค้งด้านล่างเต้านมประมาณ 1.5 - 4 ซม. ครับ
ข้อดีคือมีทัศนวิสัยในการผ่าตัดกว้างขวาง สามารถมองเห็นและตรวจสอบท่อน้ำนมได้โดยตรง ทำให้สามารถจัดวางตำแหน่งซิลิโคนได้อย่างแม่นยำและมั่นคงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อโดยรอบได้อีกด้วย
สำหรับการเปิดแผลใต้ราวนมนั้น ในช่วงแรกหลังการผ่าตัดอาจมีโอกาสมองเห็นรอยแผลเป็นได้บ้างครับ
อย่างไรก็ดี รอยแผลจะถูกซ่อนอยู่ตามแนวรอยพับใต้ราวนมพอดี และความอวบอิ่มของเนินอกที่มีมวลน้ำหนักก็จะช่วยบังรอยแผลเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไป รอยแผลจะค่อยๆ จางลงจนเนียนไปกับผิว ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่มักจะลืมไปเลยว่าเคยมีแผลเป็นอยู่ครับ
การเลือกตำแหน่งเปิดแผลจึงเป็นกระบวนการปรับจูนระหว่าง "หน้าอกในแบบที่คุณต้องการ" กับ "เงื่อนไขทางสรีระของร่างกายคุณ" ครับ
ไม่มีสูตรตายตัวว่า 'ตำแหน่งเปิดแผลนี้จะทำให้หน้าอกออกมาสวยกว่าตำแหน่งอื่น' หากคุณสงสัยว่าลักษณะหน้าอกของคุณเป็นอย่างไร และหากคุณเข้ารับการผ่าตัด แต่ละตำแหน่งจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ก็สามารถตรวจสอบและปรึกษาอย่างละเอียดผ่านการตรวจประเมินได้ครับ
แผลเป็นจากการเสริมหน้าอก | ข้อควรรู้เกี่ยวกับแผลเป็นบนผิวที่เป็นคีลอยด์

คีลอยด์ (Keloid) คือ ภาวะผิดปกติของผิวหนังชนิดไม่ร้ายแรง ซึ่งเกิดจากการที่เนื้อเยื่อเส้นใย (Fibrous tissue) มีการเจริญเติบโตมากผิดปกติในระหว่างกระบวนการสมานแผล จนทำให้แผลขยายใหญ่เกินขอบเขตของบาดแผลเดิม
โดยทั่วไปแล้ว รอยแผลเป็นปกติเมื่อเวลาผ่านไปจะค่อยๆ จางลงและแบนเรียบขึ้นเอง แต่สำหรับคีลอยด์นั้น ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน รอยแผลก็จะไม่จางลงหรือขาวขึ้นเองตามธรรมชาติ ในทางกลับกัน มันกลับมีลักษณะเด่นคือจะนูนหนา ผิวสัมผัสขรุขระ หรือปูดแดงขึ้นมาครับ
อย่างไรก็ตาม การที่รอยแผลเป็นมีสีแดงและนูนขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะเป็นคีลอยด์เสมอไปนะครับ เพราะยังมีสิ่งทีเรียกว่า "แผลเป็นนูนหนา (Hypertrophic scar)" อยู่ด้วยเช่นกัน
แผลเป็นนูนหนาจะเป็นปรากฏการณ์ที่แผลนูนและบวมขึ้นมาเฉพาะภายในขอบเขตของบาดแผลเดิมเท่านั้น และเมื่อเวลาผ่านไป แผลชนิดนี้จะค่อยๆ ยุบตัวและดีขึ้นได้เองครับ
หลังการผ่าตัดเสริมหน้าอก หมอมักจะได้ยินคนไข้พูดบ่อยๆ ว่า "ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในชีวิตประจำวันเราจะใช้งานกล้ามเนื้อหน้าอกเยอะขนาดนี้" ทั้งตอนอาบน้ำ ตอนทานข้าว ตอนสวมเสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำ เราทุกคนต่างก็ต้องขยับแขนทั้งสิ้นครับ
เนื่องจากแขนเป็นอวัยวะที่มีกล้ามเนื้อเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อหน้าอกโดยตรง เวลาที่เราใช้แขน กล้ามเนื้อหน้าอกจึงต้องขยับตามไปด้วย ในช่วงแรกหลังผ่าตัด เวลาที่ขยับแขนจึงอาจรู้สึกตึงหรือเจ็บแปลบได้ ซึ่งนั่นมักเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนไข้ตระหนักได้ดีเลยครับ
ผลลัพธ์ของรอยแผลเป็นขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาเป็นสำคัญครับ ขอให้ใส่ใจในการดูแลอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการทายาลดรอยแผลเป็น การทาครีมกันแดด และการรักษาความสะอาดของบริเวณแผลให้แห้งสบายอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีสภาพผิวที่มีแนวโน้มเป็นคีลอยด์ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล แผลอาจขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนจัดการได้ยาก ดังนั้นจึงควรมาพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอเพื่อรับการดูแลอย่างต่อเนื่องครับ
แผลเป็นจากการเสริมหน้าอก | ต้องทำอย่างไรเพื่อป้องกันรอยแผลเป็นหลังผ่าตัด

สำหรับการลดรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดเสริมหน้าอกให้เหลือน้อยที่สุด ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า "การดูแลรักษาหลังผ่าตัด" อีกแล้วครับ
เพราะขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลรักษาอย่างไร บ่อยครั้งที่ทำให้รอยแผลเป็นจางลงจนแทบมองไม่เห็นเลยก็มีเยอะมากครับ
หากคุณกังวลเรื่องรอยแผลเป็น ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมแพทย์อย่างเคร่งครัด ในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด ต้องระวังไม่ให้แผลโดนน้ำโดยเด็ดขาด และหลังจากนั้นต้องดูแลบริเวณแผลให้แห้งสนิท ไม่อับชื้น และสะอาดอยู่เสมอครับ
การทายาลดรอยแผลเป็นที่ได้รับจากโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา รวมถึงการทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยดำหรือการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติได้เป็นอย่างดีครับ
การศัลยกรรมเสริมหน้าอก | หากเกิดรอยแผลเป็นขึ้นแล้ว ควรรับมืออย่างไรดี?

รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดเสริมหน้าอกมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ จางลงตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปครับ ในความเป็นจริง หากได้รับการดูแลรักษาที่ดี หลายๆ เคสแผลเป็นจะเลือนหายไปจนแทบสังเกตไม่เห็นเลยทีเดียว
แต่หากพบว่ารอยแผลเป็นที่นูนแดงยังคงอยู่นานเกินกว่า 6 เดือน หลังจากที่แผลเริ่มคงที่ในระดับหนึ่งแล้ว เราสามารถพิจารณาทำการรักษาด้วยเลเซอร์ได้ครับ
โดยสามารถเลือกใช้ Vascular Laser เพื่อลดรอยแดง หรือ fractional laser เพื่อช่วยกระตุ้นการผลัดและฟื้นฟูผิว ให้เหมาะสมกับประเภทของรอยแผลเป็นแต่ละแบบได้ครับ และหากเป็นแผลเป็นชนิดคีลอยด์ ก็สามารถพิจารณาวิธีการฉีดสเตียรอยด์ควบคู่กันไปด้วยได้เช่นกัน
เนื่องจากคีลอยด์มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้ การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ
การดูแลรอยแผลเป็นถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางสู่การเสริมหน้าอกที่คลินิกเมลอน (Melon) ซึ่งนั่นหมายความว่าขั้นตอนนี้ส่งผลต่อความพึงพอใจในผลลัพธ์สุดท้ายเป็นอย่างมากครับ
ลักษณะของแผลเป็นจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล และวิธีการรักษาก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นแทนที่จะประเมินและดูแลด้วยตัวเองเพียงลำพัง ขอแนะนำให้ปรึกษากับทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูง เพราะการดูแลรักษาที่เหมาะสมและตรงกับสภาพร่างกายของคุณที่สุด จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
ตั้งแต่เรื่องตำแหน่งเปิดแผลผ่าตัดเสริมหน้าอก (รักแร้และใต้ราวนม) ไปจนถึงวิธีดูแลรอยแผลเป็นรวมถึงคีลอยด์ หวังว่าเรื่องราวในวันนี้จะมีประโยชน์กับทุกท่านนะครับ
บนโลกใบนี้ไม่มีความกังวลใดที่เล็กเกินไป หากมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องรอยแผลเป็น ขอให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากันได้อย่างเต็มที่ครับ
เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณด้วยแนวทางการผ่าตัดเสริมหน้าอกที่จะช่วยลดรอยแผลเป็นให้เหลือน้อยที่สุดครับ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การผ่าตัดเสริมหน้าอกโดยเปิดแผลทางรักแร้มีข้อดีอย่างไร?
ข้อดีที่โดดเด่นที่สุดคือสามารถซ่อนรอยแผลเป็นไม่ให้สังเกตเห็นได้ง่ายครับ โดยจะกรีดเปิดแผลตามแนวรอยพับของรักแร้ประมาณ 1.5 - 4 ซม. ดังนั้นหากไม่ยกแขนขึ้นเพื่อเปิดให้ดูแผลโดยตรง โอกาสที่แผลเป็นจะถูกมองเห็นจึงน้อยมาก เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องรอยแผลเป็นเป็นพิเศษครับ
การเปิดแผลใต้ราวนมเหมาะกับกรณีใดบ้าง?
เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการให้ศัลยแพทย์มีทัศนวิสัยกว้างขวางในขณะผ่าตัด เพื่อการจัดวางตำแหน่งซิลิโคนได้อย่างแม่นยำที่สุดครับ การเปิดแผลใต้ราวนมช่วยให้มองเห็นท่อน้ำนมได้ชัดเจน จึงลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และเมื่อเวลาผ่านไป ความอวบอิ่มของเต้านมและรอยพับใต้ราวนมจะช่วยบังรอยแผลเป็นให้ดูเป็นธรรมชาติครับ
ผิวคีลอยด์กับแผลเป็นนูนหนา (Hypertrophic Scar) แตกต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างอยู่ที่ว่ารอยแผลขยายตัวเกินขอบเขตบาดแผลเดิมหรือไม่ครับ คีลอยด์จะโตเกินขอบเขตของแผลเดิม มีลักษณะนูนแดง ขรุขระ และไม่สามารถยุบหายไปได้เองตามกาลเวลา ในขณะที่แผลเป็นนูนหนาจะนูนขึ้นมาเฉพาะในขอบเขตของแผลเดิมเท่านั้น และจะค่อยๆ ยุบตัวดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไปครับ
วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันรอยแผลเป็นหลังการผ่าตัดเสริมหน้าอกมีอะไรบ้าง?
การรักษาแผลให้แห้งสะอาดในช่วงแรก รวมถึงการทายาลดรอยแผลเป็นและครีมกันแดดเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดต้องไม่ให้แผลโดนน้ำและต้องดูแลให้แห้งสนิท ไม่อับชื้น นอกจากนี้ควรทายาลดรอยแผลเป็นตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งทาครีมกันแดดเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดรอยดำคล้ำครับ
หากมีรอยแผลเป็นสีแดงนูนต่อเนื่องหลังเสริมหน้าอก สามารถรักษาได้อย่างไร?
สามารถรับการรักษาด้วยเลเซอร์หรือการฉีดยาให้ตรงกับลักษณะของแผลเป็นได้ครับ หากรอยแผลเป็นนูนแดงต่อเนื่องนานเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป สามารถใช้ Vascular Laser เพื่อลดรอยแดง หรือ fractional laser เพื่อฟื้นฟูสภาพผิว และหากเป็นแผลเป็นคีลอยด์ ก็สามารถรักษาควบคู่ไปกับการฉีดตัวยาสเตียรอยด์เพื่อช่วยให้แผลยุบตัวลงได้ครับ